Health

  • วิธีหาประโยชน์จากเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 0 แคล และแอลกอฮอล์
    วิธีหาประโยชน์จากเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 0 แคล และแอลกอฮอล์

    เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายถึงเครื่องดื่มที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ได้แก่ สุรา และเมรัย แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ผู้ที่กินเหล้าในปริมาณไม่มาก จะรู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากแอลกอฮอล์ไปกดจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมตนเองอยู่ แต่เมื่อกินมากขึ้นก็จะกดสมองบริเวณอื่นๆ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด จนแม้กระทั่งหมดสติในที่สุด

    เครื่องดื่มชนิดนี้ผลิตจากวัตถุดิบที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลมาหมัก และเติมยีสต์ลงไปเพื่อให้ยีสต์กินน้ำตาลที่อยู่ในวัตถุดิบ และเปลี่ยนให้กลายเป็นแอลกอฮอล์

    วิธีหาประโยบช์จากเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 0 แคล และแอลกอฮอล์

    เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์  การดื่มเบียร์ 1 แก้ว (425มล.) ให้พลังงานมากถึง 182 กิโลแคลอรี่ เท่ากับการรับประทานข้าวขาว 2 ทัพพีครึ่ง หากเปลี่ยนเป็น ไวน์ ซึ่งรวมถึงไวน์แดงและไวน์ขาวจะให้ประโยชน์มากกว่า เพราะไวน์มีประโยชน์ เช่น มีสารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์ ช่วยลดไขมันชนิดไม่ดี ช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดี จึงควรดื่มไม่เกิน 1-2 แก้ว (150 มล.) ต่อวัน

    น้ำอัดลม 0 แคล ดื่มแล้วไม่อ้วนจริงหรือ

    ผศ. พญ.ดรุณีวัลย์ วโคดมวิจิตร สาขาวิชาโภชนวิทยาและชีวเคมีการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า

    “เครื่องดื่ม หรือว่าน้ำอัดลม ที่มีเขียนว่า 0 แคลอรีนะคะ มีอยู่ 2 ประเภท อันแรกก็คือ เราต้องต้องมองก่อนว่ามันศูนย์แคลอรีจริงหรือเปล่า โดยทางกฎหมายเวลาที่เราจะมีการระบุบนฉลากเนี่บ ถ้าเกิดว่า หนึ่งส่วนที่เราจะกินได้ในแต่ละครั้งเนี่ย มีแคลอรีน้อยกว่า 4 แคลอรี เราจะเขียนว่า 0 แคลอรีได้ เพราะฉะนั้นมันอาจจะไม่ได้ 0 จริงๆ หรืออาจจะ 0 จริงๆ ก็ได้ค่ะ

    “ก็มีคำถามว่า การที่เราดื่มที่เขียนว่า 0 แคลอรีแล้วเนี่ย จะทำให้เราอ้วนไหม มันมีประเด็นนิดเดียวค่ะ อันที่หนึ่ง ถ้ามันไม่ได้ 0 แคลอรีจริงๆ แล้วเรากินปริมาณเยอะๆ เนี่ย มันก็อาจจะอ้วนขึ้นได้ กับอันที่สองก็คือ ดื่มเครื่องดื่ม ต่อให้มัน 0 แคลอรี แต่เราก็จะสบายใจว่าต่อให้เราดื่มน้ำอัดลมแล้วเนี่ย มันไม่มีพลังงาน เรายังติดความหวานอยู่ เราก็อาจจะไปกินอย่างอื่น ซึ่งอาจจะมีความหวานมากกว่า ปริมาณเยอะกว่า ก็ทำให้อ้วนได้

    “ในเครื่องดื่มที่เขียนว่า 0 แคล คำถามก็คือ ดื่มเป็นปริมาณมากๆ เป็นเวลานานๆ เนี่ย จะทำให้เราอ้วนไหม จริงๆ ต้องบอกว่ามันอาจไม่ใช่ปัจจัยอย่างเดียว แต่มันจะมาจากของอาย่างอื่นร่วมด้วย ถ้าเรากินของพวกนี้ จะทำให้เราติดรสชาติหวาน เราก็จะไม่ไปกินอย่างอื่นที่จืดลง ของอย่างอื่นที่เรากินในมื้อนั้นก็จะมีรสหวานขึ้น แล้วก็อาจจะทำให้เราอ้วนขึ้นได้ แต่ว่าอาจจะไม่ได้โทษตัวเครื่องดื่มซะ 100 เปอร์เซ็นต์

    “ประเด็นที่สองก็คือ เครื่องดื่มพวกนี้ เนื่องจากไม่มีน้ำตาล เวลาดื่มเข้าไป ร่างกายจะไม่ได้รู้สึกสดชื่นเหมือนเหมือนกับเครื่องดื่มอัดลมปกติ มันจะได้ความหวาน แต่ไม่ได้ความสดชื่น เพราะฉะนั้นจะทำให้รู้สึกต้องการของหวานอย่างอื่นอีก ในระยะยาว หลายๆท่านที่ได้ดื่มเครื่องดื่ม ก็อาจจะไม่ได้ทำให้น้ำหนักลดลงได้

    “สำหรับคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสชาติหวานตลอดเวลา รสชาติก็จะทำให้ลิ้นของเราชินกับความรู้สึกหวานนี้ เราก็จะรู้สึกว่าเราต้องการอาหารอย่างอื่นที่มีรสชาติหวานเหมือนกัน เอาง่ายๆ เลย ถ้าเราหยุดหรือว่าลดการดื่มเครื่องดื่ม หรือว่าของหวาน หรืออาหารรสจัด ซักช่วงเวลาหนึ่ง (โดยทั่วไปประมาณ 1 เดือน) แล้วพอเรากลับมากินอีกครั้งหนึ่ง เราจะรู้สึกว่าอาหารพวกนี้มันรสจัดมากขึ้น กว่าที่เคยรู้สึก

    “ในทางตรงข้าม ถ้าเรายังกินของหวานต่อเนื่องเรื่อยๆ ความรู้สึกของเราก็จะยังคงชินกับรสชาติแบบนี้ แล้วเราก็จะไม่ยอมกินของที่จืดลง ถามว่านี่คือการ “ติดหวาน” ไหม ก็จะบอกว่า “ติดหวาน” แล้วค่ะ”

    “สำหรับคนที่อยากจะเลือกดื่มเครื่องดื่มที่เขียนว่า 0 แคลอรี หรือว่าเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล จริงๆ ไม่ได้ผิดนะคะ แต่ว่าประเด็นก็คือจะทำให้เราไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเลย เพราะทำให้เรายังคงชินและก็ติดกับรสชาติหวาน ความรู้สึกของเราก็คือ กินอันนี้แล้วมันไม่อ้วน เราก็จะไปกินอย่างอื่น ที่มันอาจจะมีน้ำตาลสูงขึ้น เพราะว่า เวลาที่เราดื่มเครื่องดื่มที่เขียนว่า 0 แคลอรี หรือไม่มีน้ำตาลเนี่ย ร่างกายจะไม่ได้รับน้ำตาลเข้าไปนะคะ แล้วสมองเนี่ย ก็จะยังไม่รู้สึกว่าหายอยาก ก็จะไปกินอย่างอื่นที่มันหวานมากขึ้น

    “เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ในแง่ของการควบคุมน้ำหนัก ก็ต้องบอกว่า มันต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดื่มเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล หรือว่าดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด แต่ถ้าในกรณีที่เราอยากทาน แล้วใช้สิ่งนี้ทดแทนการที่เราจะไปดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล จะดีกว่าไหม คำตอบคือ ใช้ได้ แต่ว่าต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ”

    หรือหากอยากดื่มน้ำอัดลมซ่าๆ อาจเลือกดื่มเป็นน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ล 1 ช้อนชาผสมกับน้ำเปล่า 1-2 แก้ว แล้วเติมน้ำแข็งแทน นอกจากดับกระหาย ได้ความสดชื่น และคุมความอยากอาหารแล้ว ยังดีต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยย่อยอาหาร และช่วยเรื่องการขับถ่ายได้อีกด้วย ทั้งนี้ ผู้ที่มีโพแทสเซียมในเลือดต่ำ เป็นโรคเบาหวานหรือโรคกระดูกพรุน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

    เนื้อหาจาก

    • https://goodlifeupdate.com/healthy-body/206365.html
    • https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/healthy-food-alternatives
    • https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C

    ติดตามอ่านต่อได้ที่ bikethongake.com

     

Economy

  • ค่าเงินบาทเปิด 36.78 บาท/ดอลลาร์ จับตาวันนี้มีโอกาสร่วง
    ค่าเงินบาทเปิด 36.78 บาท/ดอลลาร์ จับตาวันนี้มีโอกาสร่วง

    ค่าเงินบาทเปิด 36.78 บาท/ดอลลาร์ จับตาวันนี้มีโอกาสร่วงแตะ 37 บาท

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 22 ก.ค. ที่ระดับ 36.78 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 36.87 บาทต่อดอลลาร์ โดยมองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.65-36.90 บาทต่อดอลลาร์

    ทั้งนี้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมยังคงเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนจากรายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาดของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ อาทิ Tesla +9.8% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคฯ และ หุ้นสไตล์ Growth (Amazon และ Apple +1.5%) หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากมุมมองที่คาดว่าเฟดอาจไม่ได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงอย่างที่เคยกังวล ดังจะเห็นได้จากโอกาสที่เฟดจะเร่งขึ้นดอกเบี้ย 1.00% โดย CME FedWatch Tool ได้ลดลงเหลือ 27% จาก 45% ในสัปดาห์ก่อนหน้า หนุนให้ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.36% ส่วนดัชนี S&P500 สามารถปิดตลาด +0.99%

    ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป รีบาวด์ขึ้นราว +0.44% โดยผู้เล่นในตลาดได้คลายกังวลวิกฤติพลังงาน หลังจากที่รัสเซียกลับมาดำเนินการส่งแก๊สผ่านท่อ Nord Stream 1 อีกครั้ง ขณะที่ปัจจัยกดดันตลาดหุ้นยุโรปยังคงเป็นความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก จากแนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก เพื่อควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งล่าสุด ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ได้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤติหนี้ยุโรป (EU Debt Crisis)

     

    ทางด้านตลาดบอนด์ แม้ว่าตลาดจะเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง

    แต่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่อง อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2.5 แสนราย แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ รวมถึง คาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 โดย Atlanta Fed (GDPNow) ที่จะหดตัวกว่า -1.6% แย่ลงจากประมาณการครั้งก่อนหน้า ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับเข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 2.88% ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของผู้เล่นในตลาดช่วงนี้ที่จะเน้นซื้อ ขาย ในกรอบ (Buy on Dip & Sell on Rally)

    ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนหนักโดยเฉพาะในช่วงตลาดรับรู้ผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก่อนที่จะทยอยอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 106.9 จุด กดดันโดยภาพรวมของตลาดการเงินที่ทยอยกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น พร้อมกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ตามมุมมองของตลาดที่กังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้นและทยอยปรับลดคาดการณ์โอกาสเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรง ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรและลดสถานะถือครองเงินดอลลาร์ (ซึ่งส่วนหนึ่งอาจถูกนำไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะนี้)

    นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ พร้อมกับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ย่อตัวลงนั้น ก็ได้หนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,717 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากระดับต่ำสุดในรอบสัปดาห์ที่ 1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นโซนแนวรับหลัก อนึ่ง เรามองว่ามีโอกาสที่ผู้เล่นบางส่วนอาจรอจังหวะทยอยขายทำกำไรทองคำจากการรีบาวด์ ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวอาจเป็นแรงหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้บ้างค่าเงินบาทเปิด 36.78 บาท/ดอลลาร์ จับตาวันนี้มีโอกาสร่วง

    สำหรับวันนี้ มองว่า ตลาดจะรอจับตาสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจ

    จากรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและการบริการ โดย S&P Global (Manufacturing and Services PMIs) ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก อาทิ ในฝั่งสหรัฐฯ นักวิเคราะห์มองว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทั้งภาคการผลิตและการบริการมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงต่อเนื่อง สะท้อนผ่านดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการที่จะลดลงสู่ระดับ 52 จุด และ 52.5 จุด ตามลำดับ (ดัชนีสูงกว่า 50 จุด หมายถึง ภาวะขยายตัว)

    ซึ่งหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาด กอปรกับข้อมูลคาดการณ์เงินเฟ้อระยะกลางในสัปดาห์ก่อนหน้าที่ลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 2.8% ก็อาจทำให้ตลาดปรับลดโอกาสที่เฟดจะเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงถึง 1.00% ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินดอลลาร์ได้ ส่วนในฝั่งยุโรป ตลาดมองว่า เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อ โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการอาจลดลงสู่ระดับ 51 จุด และ 52 จุด ในเดือนกรกฎาคม

    ขณะที่ในฝั่งไทย ตลาดมองว่า แม้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง แต่ก็มีส่วนช่วยหนุนให้ยอดการส่งออก (Exports) ในเดือนมิถุนายนยังโตราว +10% ทว่า ราคาสินค้าพลังงานรวมถึงผลจากการอ่อนค่าของเงินบาทกลับยิ่งหนุนให้ยอดการนำเข้า (Imports) เพิ่มสูงขึ้น +19% ทำให้ ดุลการค้ายังคงขาดดุลราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ และเป็นอีกปัจจัยที่กดดันดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงนี้

    สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท มองว่า การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์อาจพอช่วยชะลอการอ่อนค่าต่อเนื่องของเงินบาทได้บ้าง แต่โดยรวมเงินบาทยังมีโอกาสเผชิญความเสี่ยงที่จะผันผวนในฝั่งอ่อนค่าได้ หากตลาดพลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยง

    โดยหลังจากที่เงินบาทได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญแถว 36.70-36.80 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้มองว่า เงินบาทมีโอกาสที่จะอ่อนค่าไปทดสอบระดับ 37.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ ในกรณีที่เงินดอลลาร์อาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด หรือ ในกรณีที่สินทรัพย์ฝั่ง EM Asia เผชิญแรงเทขาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นหากทางการจีนตัดสินใจใช้มาตรการล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของ COVID-19

    อย่างไรก็ดี มองว่า ในช่วงที่ราคาทองคำรีบาวด์ปรับตัวขึ้นมาบ้างนั้น ผู้เล่นบางส่วนที่ได้เข้าไปซื้อในจังหวะย่อตัว (และเป็นโฟลว์ธุรกรรมที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา) อาจเริ่มทยอยขายทำกำไรราคาทองคำได้ หากราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นใกล้โซนแนวต้าน 1,730-1,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (คิดเป็นกำไร 3%-4% จากจุดรีบาวด์) ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวอาจพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง นอกจากนี้ หากตลาดทยอยเปิดรับความเสี่ยง นักลงทุนต่างชาติก็อาจกลับเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยได้เช่นกันในระยะนี้

    ทั้งนี้ ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง ดังจะเห็นได้จากความผันผวนของเงินบาทที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ที่ระดับ +2 S.D. (Standard Deviation) แนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

    ขอบคุณแหล่งที่มา : businesstoday.co

    สามารถอัพเดตข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้ที่ : bikethongake.com